STEM คืออะไร น่าสนใจ และสำคัญอย่างไรต่อทักษะแห่งอนาคต อัปเดต 2024

STEM คืออะไร น่าสนใจอย่างไรในแง่การเรียนรู้ของเด็ก

เมื่อพูดถึง STEM หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า นี่คือ หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีคุณภาพระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่ใช่แค่เรียนให้รู้ในรายวิชานั้นๆ แต่ยังต้องรู้จักการบูรณาการที่เน้นทักษะกระบวนการในการแก้ปัญหาและการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนเป็นหลัก

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้ปกครองหลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ว STEM นี้คืออะไร มีความสำคัญกับการศึกษาของเด็กๆ ยุคใหม่อย่างไรบ้าง อีกทั้งจะช่วยก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงขนาดไหน ควรจะส่งบุตรหลานเข้าสู่รั้วโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในรูปแบบนี้หรือไม่ บทความนี้จะพาไปทราบคำตอบพร้อมๆ กัน

pbiss

STEM คืออะไร

STEM ย่อมาจาก

คำว่า Science Technology Engineering and Mathematics เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชาที่บูรณาการสอนเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และการคำนวณหรือคณิตศาสตร์ (Mathematics) ซึ่งเป็นศาสตร์ความรู้แขนงสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริง

โดย คำว่า STEM (อ่านว่า สะ-เต็ม) ถูกใช้ครั้งแรกโดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (the National Science Foundation: NSF) ซึ่งใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงโครงการหรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะเป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กๆ พัฒนาสิ่งต่างๆ ในสถานการณ์โลกปัจจุบันได้จริง โดยไม่ได้แยกใช้ความรู้เป็นส่วนๆ เหมือนการเรียนการสอนทั่วไป

STEM มีความสำคัญและน่าสนใจอย่างไร

เพราะหัวใจของ STEM Education คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และสามารถนำความรู้แบบบูรณาการนี้ไปต่อยอดได้ในด้านต่างๆ เช่น

  • ด้านการเรียนต่อ เพราะเป็นระบบการศึกษาที่มาแรงมากในฝั่งอังกฤษและอเมริกา แต่ยังมีคนที่สมัครเรียนและจบด้านนี้โดยตรงน้อยมาก ทำให้ความต้องการบัณฑิตด้านนี้ยังสูงมาก และการเรียนต่อในสาขาวิชานี้มีโอกาสที่จะได้งานทำในประเทศที่ต้องการสูงตามด้วย
  • ด้านการประกอบอาชีพ ในหลายประเทศผลักดันให้วงการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเร่งผลิตนักศึกษาที่จบในระบบ STEM เพื่อรองรับตลาดแรงงาน ทำให้ผู้เรียนที่มีทักษะด้าน STEM ถือว่าได้เปรียบกว่าคนทั่วไป บริษัทใหญ่ๆ มีความต้องการจ้างบัณฑิตที่จบในสาขา STEM เนื่องมาจากทักษะต่าง ๆ อาทิ การคำนวณ การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา ฯลฯ เนื่องจากเป็นองค์ความรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขาอาชีพ
  • ด้านระบบความคิดและการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้แบบ STEM เพราะผู้เรียนจะได้ฝึกพัฒนาทักษะการคิด โดยเฉพาะการคิดขั้นสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิด สร้างสรรค์ฯลฯ ไปพร้อมๆ กับการฝึกการทำงานกลุ่ม ทำให้เกิดการเรียนรู้ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การเป็นผู้นำตลอดจนการน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
  • ด้านการพัฒนาประเทศ เพราะแนวคิดของระบบการเรียนการสอนแบบ STEM ได้มีบูรณาการศาสตร์อื่นเข้ามาร่วมด้วยทำให้ครอบคลุมและพัฒนาผู้เรียนได้อย่างแท้จริงแบบรอบด้าน จึงส่งเสริมให้เด็กๆ มีศักยภาพในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างทันท่วงที และนี่คือสิ่งที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีบทความในการเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศในด้านแรงงานที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน

โรงเรียนนานาชาติสมุย Stem Student

STEM เริ่มเรียนได้เมื่ออายุเท่าไร

การเรียนการสอนแบบ STEM นั้นสามารถเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษา ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย

ยกตัวอย่างการนำ STEM เข้ามาใช้สอนเด็กๆ ในช่วงวัย Early Years Foundation Stage ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะกับการเรียนรู้แบบลงมือทำ โดยนำการสอนแบบ Activity Based หรือ Action Based เข้ามาให้เด็กๆ ได้ลองคิดวางแผน ค้นหาคำตอบ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆ ในห้องด้วยกิจกรรมบูรณาการแบบสนุกๆ สมวัยแบบไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น ด้วยการเน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และพัฒนาผ่านการเล่น ซึ่งระบบนี้ผู้ปกครองยังสามารถนำไปปรับปรุงใช้สอนบุตรหลานที่บ้านได้อีกด้วย

STEM การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

การเตรียมผู้เรียนในวันนี้ให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเรียนรู้แบบ STEM นั้น คือก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบดั้งเดิม ที่มักจะเรียนรู้กันแบบแยกวิชา ไม่ได้นำมาเชื่อมโยงถึงกัน ให้กลายเป็นการเรียนรู้ศาสตร์สำคัญทุกแขนง ทั้งด้านความรู้ ทักษะการคิด และทักษะอื่นๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา การ ค้นคว้า สร้าง และพัฒนาคิดค้นสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

panyadee pbiss stem

และด้วยการเรียนการสอนแบบ STEM ซึ่งเป็นที่ต้องการของโลกยุคใหม่ ทำให้ PBISS International School ได้นำหลักสูตรนี้มาเพิ่มศักยภาพเป็น STEM+ด้วยการเพิ่มหลักสูตรอื่นๆ เช่น ภูมิศาสตร์ ภาษา ดนตรี และกีฬาลงไปเพื่อให้เข้ากับชีวิตประจำวันของนักเรียนมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการนำหลักสูตร Cambridge จากประเทศอังกฤษที่ได้ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัย Cambridge มาร่วมบริหารและพัฒนาหลักสูตรรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ในโรงเรียนให้สอดรับกับความทันสมัยของการเรียนการสอน ทำให้เป็นหลักสูตร  Cambridge x STEM+ ที่เข้มแข็ง พร้อมสำหรับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้เด็กๆ สามารถก้าวทันโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มศักยภาพที่สุด

Read in:ENTH
STEM คืออะไร น่าสนใจ และสำคัญอย่างไรต่อทักษะแห่งอนาคต