สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ห้ามพลาด คือการฉีดวัคซีนเด็ก เพราะการเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ดังนั้น “วัคซีนสำหรับเด็ก” คือสิ่งที่จะช่วยทำให้ลูกน้อยมีร่างกายที่แข็งแรง ลดโอกาสที่จะเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ การที่คุณพ่อคุณแม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีน จะทำให้ลูกน้อยปลอดภัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะบางโรคอาจมีผลร้ายแรงต่อร่างกายได้ แต่ไม่ต้องกังวลไปว่าจะหาเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนเด็กที่ไหนดี เพราะในบทความนี้ PBISS ได้รวบรวมข้อมูลการฉีดวัคซีนสำหรับลูกน้อยอัปเดตประจำปีล่าสุด 2024 เอาไว้แล้ว คุณพ่อคุณแม่หยิบสมุดวัคซีนของลูกน้อยขึ้นมา และเตรียมปากกาไว้วงวัคซีนตัวสำคัญ ๆ ตามได้เลย

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วยวัคซีน
ทำไมวัคซีนถึงเป็นเรื่องสำคัญ? เพราะการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วยวัคซีน คือขั้นตอนแรกในการช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงและพัฒนาการที่สมวัย เราได้รวบรวมข้อดีของการฉีดวัคซีนเด็กให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไว้ที่นี่แล้ว
1. วัคซีนช่วยป้องกันโรคร้ายแรง
วัคซีนถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ เจ็บป่วยอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะโรคร้ายแรงในอดีตที่คร่าชีวิตเด็กจำนวนมาก หรือทำให้เด็กพิการ เช่น โรคหัด โรคโปลิโอ โรคไอกรน และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งโรคเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
2.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม
เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมได้รับวัคซีน ก็จะช่วยปกป้องได้มากกว่าคนที่ไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากเหตุผลด้านสุขภาพ ช่วยลดโอกาสที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นป่วย และลดโอกาสการแพร่กระจายของโรค
3.ปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพ
วัคซีนที่ผ่านการทดสอบและถูกผลิตด้วยมาตรฐานอย่างเข้มงวดมีความปลอดภัย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า การฉีดวัคซีนให้ลูกจะเป็นการลงทุนระยะยาวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
4.ประหยัดเงิน
เพราะการป้องกันมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการรักษาความเจ็บป่วยมากนัก การลงทุนด้วยฉีดวัคซีนเด็กให้แก่ลูกน้อยเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ในระยะยาว และวัคซีนบางตัวก็ต้องการฉีดเพียงแค่ 2-3 ครั้งตลอดทั้งชีวิตเท่านั้นเอง
5.วัคซีนช่วยป้องกันทุกคนในครอบครัว
บางครั้งสมาชิกในครอบครัวอาจมีอาการป่วย หรือเป็นพาหะนำโรคโดยไม่ตั้งใจ การฉีดวัคซีนให้แก่ลูกจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ใกล้ชิดกับลูกน้อยได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าตนเองอาจจะเป็นพาหะนำโรคทำให้ลูกป่วย
ตารางวัคซีนสำหรับลูกน้อยในแต่ละช่วงอายุ
ตารางฉีดวัคซีนเด็กสำหรับลูกน้อย อัปเดตล่าสุดอยู่ที่นี่แล้ว โดยจะแบ่งออกเป็น วัคซีนพื้นฐาน ที่เด็กๆ ทุกคนควรฉีด และ วัคซีนเสริมภูมิต้านทาน เพื่อเป็นทางเลือกในการป้องกันโรคร้ายเพิ่มเติม
1.วัคซีนเด็กพื้นฐาน
วัคซีนเด็กพื้นฐาน คือวัคซีนที่เด็กทุกคนควรได้รับตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2561 ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งวัคซีนเด็กพื้นฐานมีดังนี้
|
วัคซีน |
ฉีดเมื่อไหร่ |
ฉีดบริเวณไหน |
ฉีดกระตุ้นเมื่อไหร่ |
หมายเหตุ |
|
วัคซีนวัณโรค(BCG) |
แรกคลอด |
ไหล่ซ้ายหรือสะโพก |
– |
– |
|
วัคซีนตับอักเสบบี(HBV) |
แรกเกิด, 1เดือน, 6 เดือน ตามลำดับ |
กล้ามเนื้อ (ตำแหน่งแล้วแต่ช่วงอายุ) |
– |
– |
|
วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DPT) |
2, 4 และ 6 เดือน ตามลำดับ |
กล้ามเนื้อ (ตำแหน่งแล้วแต่ช่วงอายุ) |
อายุ 1 ปี 6 เดือน, 4-6 ปี และ 11-12 ปี (ฉีดเฉพาะบาดทะยัก-คอตีบ) |
– |
|
วัคซีนโปลิโอ |
2, 4, 6 เดือน, 1 ปี 6 เดือน และ 2 ปี ครึ่งตามลำดับ |
– |
– |
มี 2 ชนิด คือ ชนิดกิน และ ชนิดฉีด |
|
วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม(MMR) / วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) |
1 ปี และ 2 ปี 6 เดือน |
ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง |
– |
– |
|
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ |
ควรฉีดในเด็กปีละครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี |
กล้ามเนื้อ (ตำแหน่งแล้วแต่ช่วงอายุ) |
เด็กในปีแรกฉีด 2 เข็ม และห่างกัน 4 สัปดาห์ |
– |
|
วัคซีนเอชพีวี(HPV) |
9 ปีขึ้นไป |
กล้ามเนื้อต้นแขน |
– |
– ชนิด 2 สายพันธุ์เฉพาะเด็กผู้หญิงเท่านั้น และชนิด 4 สายพันธุ์จะเพิ่มป้องกันหูดอวัยวะเพศ – ถ้าฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี ฉีดเพียง 2 เข็ม ห่างกัน 6 – 12 เดือน |
2.วัคซีนเด็กเสริมเพิ่มภูมิต้านทาน
เป็นวัคซีนทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่พิจารณาได้ตามความเหมาะสม ซึ่งวัคซีนบางตัวอาจมีเป็นเข็มรวม ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและทำให้ลูกน้อยไม่ต้องเจ็บตัวบ่อย ๆ โดยวัคซีนเสริมที่แนะนำมีดังนี้
|
วัคซีน |
ฉีดเมื่อไหร่ |
ฉีดบริเวณไหน |
ฉีดกระตุ้นเมื่อไหร่ |
หมายเหตุ |
|
วัคซีนโรต้า |
– ชนิด Monovalent (Human) ให้กิน 2 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2และ 4 เดือน – ชนิด pentavalent (Bovine- Human) ให้กิน 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2,4,6 เดือน |
หยอดทางปาก |
– |
– |
|
วัคซีนนิวโมคอคคัส |
หากเริ่มฉีดตั้งแต่อายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีน PCV (10 หรือ 13 สายพันธุ์) เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน |
กล้ามเนื้อ |
ฉีดกระตุ้นอีก 1 ครั้งที่อายุ 12 – 15 เดือน โดยห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 2 เดือน (รวมฉีดทั้งหมด 4 ครั้ง) |
สำหรับ PS23 ฉีดช่วงอายุ 2 ปี ขึ้นไป |
|
วัคซีนฮิบ(Haemophilus Influenzae type b) |
ควรฉีดตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4 และ 6 เดือน |
กล้ามเนื้อต้นขาในเด็กเล็ก |
อายุ 1 ปี 6 เดือน |
– |
|
วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส |
ตามช่วงอายุ ตั้งแต่ 12 -18 เดือน และ 4-6 ปี ตามลำดับ |
– กล้ามเนื้อหน้าขาสำหรับเด็กเล็ก – ต้นแขนสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ |
– |
รวมทั้งหมด 2 เข็ม |
|
วัคซีนตับอักเสบ เอ |
อายุ 1 ปีขึ้นไป |
กล้ามเนื้อ |
เข็มที่ 2 ห่างกัน 6- 12 เดือน |
ฉีด 2 เข็ม |
|
วัคซีนไข้เลือดออก |
อายุ 9 ปีขึ้นไป |
ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง |
– |
ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0,6,12 ในผู้ที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน |
อ้างอิงข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข 2566
ช้าก่อน! ยังมีสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติ เมื่อพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีน
- นำสมุดบันทึกวัคซีนติดตัวไปด้วยทุกครั้ง ห้ามลืมเด็ดขาด
- ไม่ควรรับวัคซีน เมื่อลูกน้อยมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน กรณีไม่มั่นใจ แนะนำคุณพ่อคุณแม่โทรปรึกษาแพทย์ก่อน
- หลังรับวัคซีนควรอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูปฏิกิริยาแพ้ยาหรือไม่
- หากลูกน้อยมีอาการแพ้ยา แพ้อาหาร กรุณาแจ้งแพทย์ หรือพยาบาลก่อนทุกครั้งเสมอ

สรุป
วัคซีนเด็กเป็นวัคซีนสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาและให้ลูกฉีด เพราะลูกจะมีพัฒนาการที่สมวัยได้ก็ต่อเมื่อลูกมีร่างกายที่สมบูรณ์ การฉีดวัคซีนให้ลูกจะทำให้ลูกมีเกราะป้องกันที่แข็งแรง ทำให้ลูกไปโรงเรียนและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างไร้ความกังวล การเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ PBISS จะช่วยเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่หลากหลาย โรงเรียนนานาชาติ PBISS ออกแบบชั้นเรียนโดยยึดหลักสูตรมาตรฐานระดับโลกอย่าง Cambridge International Standard ผสานเข้ากับหลักสูตร STEM+ ที่ยืดหยุ่นตามผู้เรียนแต่ละคน ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวและพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงฉับไวของโลกศตวรรษที่ 21 โรงเรียนนานาชาติ PBISS เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 2-17 ปี โดยในแต่ละช่วงวัยจะมีการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับช่วงอายุและความต้องการของผู้เรียน ทำให้นักเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ PBISS ได้รับการขัดเกลาทักษะรอบด้าน และได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างสูงสุด


