7 ข้อควรทราบสำหรับผู้ปกครองก่อนส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์
การให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสความหลากหลายทั้งด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เพราะโรงเรียนอินเตอร์มักจะมีหลักสูตรเฉพาะของตนเองที่ต่างไปจากหลักสูตรแกนกลางของโรงเรียนรัฐบาลภายในประเทศ โดยจุดเด่นที่โรงเรียนอินเตอร์มีคือภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน อย่างเช่นในประเทศไทย โรงเรียนอินเตอร์ส่วนใหญ่มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงทำให้มีโอกาสที่ลูกจะเก่งภาษาอังกฤษเหมือนเจ้าของภาษาเมื่อได้เข้าศึกษา ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังมีข้อควรรู้บางประการที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบก่อนส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งเราได้รวบรวมไว้ในบทความนี้เรียบร้อยแล้ว

ก่อนส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ข้อควรรู้ 7 ข้อ ดังนี้
7 ข้อที่ผู้ปกครองควรทราบก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์
1.หลักสูตรและการรับรอง
ผู้ปกครองจะต้องทำความเข้าใจหลักสูตรของโรงเรียนอินเตอร์ที่ต้องการส่งลูกเข้าเรียน และศึกษาจุดเด่นเฉพาะด้านของแต่ละโปรแกรม เพื่อให้มั่นใจว่าหลักสูตรของโรงเรียนนั้น ๆ เหมาะกับเป้าหมายของลูก โรงเรียนอินเตอร์แต่ละที่อาจมีหลักสูตรที่แตกต่างกัน การศึกษาความแตกต่างของแต่ละหลักสูตรจึงเป็นเรื่องสำคัญ
2.ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน
ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนเป็นหลักนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากว่าไม่ใช่ภาษาแม่ของลูกแล้ว การสนับสนุนเรื่องความพร้อมด้านภาษาอาจเป็นเรื่องจำเป็น
3.ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม
โรงเรียนอินเตอร์นั้นเป็นที่รู้จักในด้านความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ผู้ปกครองควรพูดคุยกับลูกถึงความหลากหลายที่อาจแตกต่างไปจากสภาพแวดล้อมที่ลูกเคยชิน รวมทั้งข้อดีของการเข้าโรงเรียนอินเตอร์และอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม และการปรับตัวเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ
4. การเข้าเรียนและคุณสมบัติแรกเข้า
ผู้ปกครองควรตรวจสอบเกณฑ์การเข้าเรียน กำหนดการยื่นส่งใบสมัคร และขั้นตอนการสมัครเข้าเรียนอย่างถี่ถ้วน เพราะโรงเรียนอินเตอร์บางแห่งอาจจะต้องสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียน ดังนั้นการเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น
5. ค่าธรรมเนียมการศึกษา
ค่าใช้จ่ายในการส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์อาจไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมการศึกษาเท่านั้น แต่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น ค่าสมัครแรกเข้า ค่ากิจกรรมเสริมต่าง ๆ การเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินจึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญเมื่อผู้ปกครองวางแผนการศึกษาให้ลูก
6. กิจกรรมเสริมนอกเวลา
ผู้ปกครองควรสอบถามโรงเรียนอินเตอร์เกี่ยวกับกิจกรรมเสริมนอกเวลา หรือชมรมต่าง ๆ สำรวจความหลากหลายและศักยภาพของชมรมนั้น ๆ ว่ากิจกรรมเสริมเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาการของลูกได้ดีหรือไม่ หรือสอดคล้องกับความต้องการ ความชอบของลูกหรือไม่
7. การสนับสนุนจากผู้ปกครอง
โรงเรียนอินเตอร์มักจะส่งเสริมให้ผู้ปกครองได้ทำความรู้จักกันและเข้าร่วมงานของโรงเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมของผู้ปกครองจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูก และสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีขณะเรียน
นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังควรพิจารณาทำเลที่ตั้งของโรงเรียน และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ เพื่อจะเลือกโรงเรียนอินเตอร์ที่เหมาะสมที่สุด โดยอาจพิจารณาทั้งสภาพแวดล้อมของโรงเรียน การเดินทาง หรือแม้กระทั่งการเยี่ยมชมโรงเรียนก่อนตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียน เพื่อหาตัวเลือกที่ดีที่สุดให้แก่ลูก

เรียนโรงเรียนอินเตอร์ หรือ เรียนต่อต่างประเทศดีนะ
ความแตกต่างหลัก ๆ ระหว่างการเรียนโรงเรียนอินเตอร์กับการเรียนต่อต่างประเทศ มีดังนี้
1.ตำแหน่งที่ตั้ง
แน่นอนว่าโรงเรียนอินเตอร์ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ แม้เด็กจะมีการปรับตัวเรื่องสภาพแวดล้อมและสังคมพหุวัฒนธรรม ก็ยังเป็นการปรับตัวภายในโรงเรียน แต่การเรียนต่อต่างประเทศนั้นเด็กมีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตในต่างถิ่น จึงต้องมีการปรับตัวที่มากกว่าในทุก ๆ ด้าน
2.การใช้ภาษา
ทั้งสองตัวเลือกได้ฝึกใช้ภาษาที่สองหรือสาม แต่ความต่างนั้นอยู่ที่การเรียนต่อต่างประเทศ สภาพแวดล้อมจะกดดันให้เด็กต้องใช้ภาษานั้นเป็นในทุกบริบทของการใช้ชีวิต ขณะที่การใช้ภาษานั้น ๆ ภายในโรงเรียนอินเตอร์จะมีความยืดหยุ่นและผ่อนคลายมากกว่า
3.การพึ่งพาตนเอง
การส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศจะช่วยฝึกทักษะการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินและประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาบ้านเกิด (Primary language) ขณะที่การเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ลูกจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตน้อยกว่า เพราะยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เคยชิน และมีคนให้พึ่งพา เช่น คุณพ่อคุณแม่
สรุป
การเลือกโรงเรียนอินเตอร์สำหรับลูกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป้าหมายทางการศึกษาของลูกนั้นเป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องการการวางแผนอย่างรัดกุม โรงเรียนอินเตอร์มีหลักสูตรเฉพาะที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดเด่นของแต่ละโรงเรียน นอกจากนี้การเรียนโรงเรียนอินเตอร์ยังเอื้อต่อการพัฒนาทักษะการปรับตัวในสังคมพหุวัฒนธรรม ลูกจะได้ฝึกภาษาที่สอง เช่น ภาษาอังกฤษได้อย่างเข้มข้นและสามารถใช้ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา โรงเรียนนานาชาติ PBISS ให้ความสำคัญกับการให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบการเรียนการสอน ด้วยหลักสูตรมาตรฐานระดับโลกอย่าง Cambridge International Standard ผสานกับหลักสูตร STEM+ การเรียนการสอนที่โรงเรียนนานาชาติ PBISS เป็นการเรียนผ่านการเล่น (play-based learning) และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ครบครันและทันสมัย ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกช่วงวัยตั้งแต่อายุ 2-17 ปี นอกจากนี้โรงเรียนนานาชาติ PBISS ยังเล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมนอกหลักสูตร จึงออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบรับความต้องการของผู้เรียน และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน ครอบคลุม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21


